:: ปรับพฤติกรรมการบริโภคด้วยความเข้าใจ ลดน้ำตาลในเลือดได้ถูกทาง ::
 
     
 
ที่มา : จุลสาร HiTAP ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม 2551
 
   

ขึ้นชื่อว่า “น้ำตาล” เป็นที่ทราบกันดีว่า หากสะสมในร่างกายมากจะเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงและนำมาซึ่งโรคร้าย เช่น เบาหวาน โรคหลอดเลือด ความดัน โรคหัวใจ โรคอ้วน ฯลฯ พฤติกรรมของคนไทยเองก็นิยมชมชอบของหวาน จะเห็นได้จากข้อมูลของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขปี 2551 ชี้ว่า คนไทยกินน้ำตาลเฉลี่ยวันละ 20 ช้อนชา (มากกว่ามาตรฐานถึง 3 เท่า) และสถานการณ์โรคอ้วนก็กำลังคุกคามคนไทยอยู่ในปัจจุบันนี้ จนทำให้ประเทศไทยถูกจัดอันดับให้อยู่1 ใน 10 ของประเทศที่มีคนอ้วนมากที่สุด

 
     
  ด้วยเหตุนี้คนไทยจึงมีแนวโน้มที่จะหนีจากความหวาน ไปแสวงหาสิ่งที่ “ปราศจากน้ำตาล” เข้ามาแทน แต่น้ำตาล ไม่ได้เป็นแค่ผลึกขาว ๆ ที่เราได้เห็นเป็นน้ำตาลทราย น้ำตาลก้อน หรือ น้ำตาลปึกอย่างที่เราได้ลิ้มรสหวานกันเท่านั้น  
     
แม้ไม่ได้กิน "ของหวาน" ก็ยังหนีน้ำตาลไม่พ้น
 
  • บางคนอาจเข้าใจว่า ร่างกายจะได้รับน้ำตาลก็ต่อเมื่อบริโภคน้ำตาลเข้าไปเท่านั้น ซึ่งความคิดแบบนี้ไม่ถูกไปเสียทั้งหมด เพราะยังมีสิ่งที่ผลิตน้ำตาลให้ร่างกายได้อย่างหนึ่งนั่นก็คือ แป้ง  
     
  • กล่าวคืออาหารบางประเภท แม้ไม่หวานแต่ก็ให้น้ำตาลกับร่างกายได้ เช่น ขนมปังขาว มีส่วนประกอบของคาร์โบไฮเดรตประเภทโมเลกุลเดี่ยวซึ่งสามารถให้น้ำตาลอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ข้าวกล้องที่เป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ก็ให้น้ำตาลเช่นกันแต่จะให้ในปริมาณที่น้อยกว่าขนมปังขาว เป็นต้น้  
     
• หัวเผือก หัวมัน และข้าวโพดก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของอาหารประเภทแป้ง ที่ให้น้ำตาลกับร่างกายได้เช่นกัน แม้ไม่มีรสหวาน้  
     
  • ดังนั้น ากผู้บริโภคมีความรู้ความเข้าใจว่าอาหารชนิดใดให้น้ำตาลกับร่างกายได้บ้าง ก็จะช่วยให้สามารถเลือกรับประทานอาหารได้อย่างเหมาะสม  และลดความเสี่ยงในการเป็นโรคต่าง ๆ ที่เกิดจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูง  
     
รู้ได้อย่างไรว่าระดับน้ำตาลในเลือดสูง  
  • ระดับน้ำตาลในเลือดจะถูกวัดออกมาเป็นหน่วย กลูโคส...มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ซึ่งผู้ที่มีระดับกลูโคสในเลือด (ขณะอดอาหาร) สูงกว่า 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร จะถือว่าเกินกว่ามาตรฐานปกติแล้ว อย่างไรก็ตาม เราจะรู้ระดับน้ำตาลในเลือด ที่แน่ชัดได้ก็ต่อเมื่อเข้ารับการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดซึ่งมีทั้งแบบมาตรฐานคือเจาะเลือดโดย แบะการตรวจด้วยเครื่องกลูโคมิเตอร์ (มักใช้ในผู้ที่ต้องควบคุมน้ำตาลตลอดเวลาเพราะสามารถพกพาได้ ซึ่งวิธีตรวจจะใช้ปริมาณเลือดน้อยกว่า และรู้ผลทันทีแต่ไม่แม่นยำเท่าวิธีปกติ)  
     
  • การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำ นอกจากจะช่วยให้รับรู้สภาวะของร่างกายแล้วยังสามารถช่วยให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคได้ทันท่วงที หากแนวโน้มระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในระดับที่ต้องเฝ้าระวังด้วย  
     
• นอกจากนี้ ยังมีทางเลือกของการบริโภคพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการลดน้ำตาลในเลือดได้ อาทิ กระเทียม วุ้นหางจระเข้ ใบหม่อน ที่มีผลการวิจัยทางคลินิกในคนอย่างแน่ชัดแล้ว
( อ้างข้อมูลจาก ภญ.ดร.อัญชลี จูทะพุทธิ สถาบันการแพทย์แผนไทย ซึ่งให้ข้อมูลผ่านทางหนังสือพิมพ์โลกวันนี้ 9 พ.ค. 51 หน้า 7 )
 
     
  • เรายังสามารถสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมและติดตามความเคลื่อนไหวด้านการวิจัยผ่านสื่อต่าง ๆ ได้อยู่เสมอ เนื่องจากปัจจุบันมีหลายหน่วยงานกำลังพัฒนาองค์ความรู้ด้านนี้ให้เป็นที่ยอมรับและมีมาตรฐานมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการแพทย์แผนไทย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ฯลฯ  
     
  • สำหรับ HITAP เองก็กำลังทำการวิจัยเพื่อสำรวจทัศนคติและการยอมรับของประชาชนในการนำประโยชน์จากยาสมุนไพรเข้ามาใช้ในระบบประกันสุขภาพ ซึ่งหลายชนิดมีสรรพคุณรักษาโรค ไม่ได้แพ้ยาแผนปัจจุบัน แถมยังช่วยลดต้นทุนการนำเข้ายาจากต่างประเทศได้อีกด้วย โดยขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงต้นของการดำเนินงาน คาดว่าผลสำเร็จจะเสร็จสิ้นประมาณกลางปี พ.ศ.2552  
     
  • สุดท้าย...จะดีที่สุดหากเราสามารถควบคุมการบริโภคของตังเองที่อยู่ในปริมาณที่พอเหมาะไม่ว่าจะเป็นอาหารประเภทใดก็ตาม นอกจากนี้ออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญน้ำตาลและพลังงานส่วนเกินอื่น ๆ ในร่างกายอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งเปิดรับความรู้ด้านสุขภาพอย่างมีสติ คำนึงถึงความน่าเชื่อถือของข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ก่อนตัดสินใจเพื่อไม่ต้องเปลี่ยนสถานะจากผู้บริโภคกลายเป็นเหยื่อไปในที่สุด